วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

ความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์ที่ใช้สร้างวัด

 ครุฑ
          คือสัตว์หิมพานต์อย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่สัตว์สามัญธรรมดา เพราะพญาครุฑเป็นสัตว์กึ่งเทพกายสิทธิ์เป็นอมตะ ซึ่งมีอํานาจเทียบเท่าพระผู้เป็นเจ้า ครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์อย่างหนึ่ง ในเมืองไทยเรานับถือพระมหากษัตริย์ว่าเป็นสมมุติเทพ เป็นองค์นารายณ์อวตารจึงมีการใช้ธงรูปครุฑ และมีครุฑเป็นสัญลักษณ์ประจําแผ่นดิน สามารถพบเห็นครุฑได้จากเอกสารต่างๆของทางราชการและนับว่าเอกสารเหล่านั้นเป็นเอกสารศักดิ์สิทธิ์ หากราชการผู้ที่ทําหน้าที่ผู้ใด มีความสุจริต จงรักภักดีต่อแผ่นดิน องค์พระมหากษัตริย์ และหน้าที่ของตัวเองแล้ว องค์พญาครุฑก็จะส่งพลังป้องกันภยันตราย ก่อให้เกิดความสุขในทุกด้าน และจะมีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ
          นอกจากนี้ยังมีเกร็ดความเชื่อว่าหากที่ใดมีอาถรรพ์แรงท่านให้นําเอาตราหรือสัญลักษณ์พญาครุฑไปติดหรือบูชาจะทําให้อาถรรพ์นั้นเสื่อมสลายไปในที่สุด ครุฑล้างอาถรรพ์ได้จึงเป็นที่เชื่อถือกันมาตลอดและได้รับความเคารพบูชาเป็นอย่างสูงเปรียบเสมียนเป็นองค์ตัวแทนแห่งพระประมุข ผู้ใดมีสัญลักษณ์หรือรูปครุฑบูชาไว้ย่อมได้อานิสงฆ์มากเป็นล้นพ้น อาทิ มีความเจริญก้าวหน้าแก่ตนเองและครอบครัวเป็นต้น
         คนโบราณยังมีความเชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ครุฑ เป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรือง มหาอํานาจ อย่างเด็กคนใดที่เกิดมาแล้วมีลักษณะปากคล้าย พญาครุฑ ท่านว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่มีบุญญาธิการมาเกิด ภายภาคหน้าจะได้เป็นใหญ่เป็นโต
         เรื่องครุฑนี้คนโบราณจึงเชื่อถือกันมากแม้เครื่องรางของขลังที่เกี่ยวกับครุฑก็เป็นเครื่องรางที่มีความหมายมีอานุภาพมากมายมหาศาลโดดเด่นหลายประการ  อํานาจพญาครุฑ สิทธิอํานาจพญาครุฑสัตว์กายสิทธิ์ที่ไม่มีผู้ใดสามารถฆ่าให้ตายได้มีอายุยืนเสมือนว่าเป็นอมตะนั้น นับเป็นเรื่องลี้ลับที่ผู้รู้พยายามค้นคว้าและเสาะหาที่มาแห่งพลังอํานาจดังกล่าว จนเกิดการสร้างเครื่องรางต่างๆขึ้น อํานาจพญาครุฑสามารถจําแนกได้ 8ประการ โดยนับเอาอํานาจหลักๆได้ดังนี้คือ
1.เป็นมหาอํานาจอันยิ่งใหญ่ เป็นสิทธิอํานาจอันเฉียบขาด
2.สามารถลบล้างอาถรรพ์และคุณไสยได้ทั้งปวง ภูติผีปีศาจกลัวไม่กล้าเข้าใกล้
3.เป็นสื่อนําความเจริญรุ่งเรือง ยศถาบรรดาศักดิ์มาสู่ชีวิตหน้าที่การงาน
4.ปกป้องคุ้มครอง ป้องกันภัยเป็นคงกระพัน
5.เป็นเมตตามหานิยม
6.นําความร่มเย็นเป็นสุขมาให้
7.ทํามาค้าขายดี เป็นสื่อนําโชคลาภนานาประการ
8.สัตว์ร้าย เขี้ยวงาสารพัด งูเงี้ยวเขี้ยวขอ อสรพิษ ไม่กล้ากลํากายเข้าใกล้ เพราะเกรงตบะบารมีขององค์พญาครุฑเป็นที่สุด

http://www.oknation.net/blog/supawan/2014/01/03/entry-1
พญานาคกับตำนานในพระพุทธศาสนา
          เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้ธรรมพิเศษแล้ว ได้เสด็จไปตามเมืองต่างๆ เพื่อแสดงธรรมเทศนา มีครั้งหนึ่งได้เสด็จออกจากร่มไม้อธุปปาลนิโครธ ไปยังร่มไม้จิกชื่อ "มุจลินท์" ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ 7 วัน คราวเดียวกันนั้นมีฝนตกพรำๆ ประกอบไปด้วยลมหนาวตลอด 7 วัน ได้มีพญานาคชื่อมุจลินทร์ เข้ามาวงด้วยขด 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะป้องกันฝนตกและลมมิให้ถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแล้ว คลายขนดออก แปลงเพศเป็นชายหนุ่มยืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า
          ความเชื่อดังกล่าวทำให้เป็นที่มาของการสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก แต่มักจะสร้างแบบพระนั่งบนตัวพญานาค ซึ่งดูเหมือนว่าเอาพญานาคเป็นบัลลังก์ เพื่อให้เกิดความสง่างาม และทำให้คิดว่า พญานาค คือผู้คุ้มครองพระศาสดา
พญานาค เป็นสะพาน (สายรุ้ง) ที่เชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์ หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ โลกศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อที่ว่า พญานาค กับ รุ้ง เป็นอันเดียวกัน ก็คือสะพานเชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์นั่นเอง
          นาคสะดุ้ง ซึ่งเป็นประติมากรรมที่ราวบันไดโบสถ์นั้นได้สร้างขึ้นตามความเชื่อถือ "บันไดนาค" ก็ด้วยความเชื่อดังกล่าว แม้ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ก็โดยบันไดแก้วมณีสีรุ้ง ที่เทวดาเนรมิตขึ้นและมีพญานาคจำนวน 2 ตน เอาหลังหนุนบันไดไว้
         ตุง ในวัฒนธรรมของล้านนาและพม่า ก็เชื่อกันว่าคลี่คลายมาจากพญานาค และหมายถึงบันไดสู่สวรรค์
ความเชื่อของชาวฮินดู ก็ถือว่า นาคเป็นสะพานเชื่อมภาวะปกติ กับที่สถิตของเทพ ทางเดินสู่วิษณุโลก เช่น ปราสาทนครวัด จึงทำเป็น พญานาคราช ที่ทอดยาวรับมนุษย์ตัวเล็ก ๆ สู่โลกแห่งความศักดิ์สิทธิ์ หรือบั้งไฟของชาวอีสานที่ทำกันในงานประเพณีเดือนหก ก็ยังทำเป็นลวดลาย และเป็นรูปพญานาค พญานาคนั้นจะถูกส่งไปบอกแถนบนฟ้าให้ปล่อยฝนลงมา
         ในสมัยพระพุทธเจ้า มีพญานาคตนหนึ่งนั่งฟังธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วได้เกิดศรัทธา จึงได้แปลงกายเป็นมนุษย์ขอบวชเป็นพระภิกษุ แต่อยู่มาวันหนึ่งเข้านอนในตอนกลางวัน หลังจากหลับแล้วมนต์ได้เสื่อมกลายเป็นงูใหญ่ จนพระภิกษุรูปอื่นไปเห็นเข้า ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงให้พระภิกษุนาคนั้นสึกออกไป เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน นาคตนนั้นผิดหวังมาก จึงขอถวายคำว่า นาค ไว้ใช้เรียกผู้ที่เข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นอนุสรณ์ในความศรัทธาของตน
         ต่อจากนั้นมาพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไม่ให้สัตว์เดรัจฉาน ไม่ว่าจะเป็นนาค ครุฑ หรือสัตว์อื่นๆ บวชอีกเป็นอันขาด และก่อนที่อุปัชฌาย์จะอุปสมบทให้แก่ผู้ขอบวชจะต้องถาม อันตรายิกธรรม หรือข้อขัดข้องที่จะทำให้ผู้นั้นบวชเป็นพระภิกษุไม่ได้ รวม 8 ข้อเสียก่อน ในจำนวน 8 ข้อนั้น มีข้อหนึ่งถามว่า "ท่านเป็นมนุษย์หรือเปล่า" และจึงเรียกการบวชนี้ว่า "บวชนาค
http://www.reurnthai.com/index.php?topic=3389.0
ยักษ์ในวัด

        วัดอรุณราชวรารามหรือวัดแจ้ง คงจะขึ้นชื่อในเรื่องยักษ์มากที่สุด เพราะยักษ์ทั้งสองคือ สหัสเดชะ (ตัวสีขาว) และทศกัณฐ์ (ตัวสีเขียว) ล้วนมีส่วนสร้างตำนานท่าเตียนอันเลื่องชื่อ ก่อนจะมายืนบำเพ็ญตน อย่างสงบ มือถือตะบองใหญ่ เป็นอาวุธ อยู่หน้าซุ้ม ยอดมงกุฎของวัด
         แต่ทั้งสหัสเดชะและทศกัณฐ์ที่เห็นในปัจจุบัน ล้วนเป็นฝีมือของช่าง ในสมัยรัชกาลที่ ๓ โดยถอดรูปลักษณ์ อย่างวิจิตรตระการตา ตามลักษณะหัวโขนไทย มิใช่ตัวต้นแบบ ที่สร้างขึ้น โดยหลวงเทพรจนา (กัน) ซึ่งถือเป็นบรมครู ทางฝีมือช่างแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
          ไม่มีบันทึกบอกรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับสหัสเดชะและทศกัณฐ์รุ่นแรก ซึ่งพังมาด้วยอุบัติเหตุ ทางธรรมชาติ ว่ามีความแตกต่างจากยุคปัจจุบัน มากน้อยแค่ไหน แต่สันนิษฐานว่า น่าจะมีความงดงามทางศิลปะไม่แพ้กัน รวมทั้งสร้างขึ้นตามคติที่ว่า เพื่อใช้เป็นทวารบาลป้องกันสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง
ยักษ์ในความเชื่อของคนไทย
         คติความเชื่อเรื่องยักษ์ ในการเป็นผู้พิทักษ์ และปกป้องความชั่วร้าย ยังยืนหยัดอยู่ในใจ ของคนไทยทุกคน แม้จะมีใบหน้าอันปั้นปึ่ง ปราศจากรอยยิ้มอันเป็นมิตร แถมมีเขี้ยวขาวโผล่ขึ้นมาดูน่าหวาดหวั่น แต่รูปลักษณ์ดังกล่าว มิได้มีไว้ต่อสู้กับความดี อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด ยิ่งไปกว่านั้น ยักษ์ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงสุภาษิตที่ว่า อย่าได้ตัดสินคน แค่เพียงรูปโฉมภายนอก” เพราะภาพลักษณ์ อันหวานซึ้งที่มองเห็นด้วยตา อาจซ่อนพิษร้าย ชนิดคาดไม่ถึงเอาไว้ ฉะนั้นการคบหากัน ให้ทราบถึงเบื้องนิสัยอันแท้จริง ถือเป็นสิ่งสำคัญ

http://2.bp.blogspot.com/-6TfOEOYc8Vc
ความรู้เกี่ยวกับช้าง 
          ช้างกับความเชื่อและศาสนานอกจากช้างจะเป็นสัตว์ที่ใช้ในศึกสงครามและการคมนาคมขนส่งแล้วใน ประเทศไทยยังยกย่องนับถือช้างเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามระบบความเชื่อที่รับมา จากอินเดียนับตั้งแต่ความเชื่อ
เรื่อง พระพิฆเณศวร์ ผู้มีเศียรเป็นช้าง จนถึงพระโพธิสัตว์ที่เคยเสวยพระชาติเป็นช้างในคัมภีร์ พุทธศาสนาโดยทั่วไปแล้ว มีการกล่าวถึงช้างว่าเป็นสัตว ์สำคัญ มีกำลังมาก มีความอดทนเป็นเลิศมีความฉลาด และจดจำเก่ง มีความคุ้นเคยกับมนุษย์ ความสำคัญของช้างยังปรากฏในหลักฐานทางโบราณคดี ทั้งที่เป็นประเภทจารึกและประเภทศิลปกรรม โดยเฉพาะ ชุมชนในสมัยทวาราวดี ซึ่งเป็นชุมชนในสมัยประวัติศาสตร์ แบบทวาราวดีที่ค้นพบมี อยู่แพร่หลายในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย มีทั้งที่เป็นสถาปัตยกรรมและประติมากรรมที่น่าสนใจและ มีพบอยู่เสมอคือประติมากรรมรูปช้างเช่น ศิลปกรรมรูปช้าง ที่สร้างตามคติเรื่องช้างค้ำ
          คติเรื่องช้างค้ำเป็นคติที่มีปรากฏในศาสนาพราหมณ์โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับ เรื่องจักรวาล โดยมีการกล่าวถึงช้างยืนแบกโลกหรือจักรวาล ที่อยู่ใต้โลก ประจำทั้ง ๔ทิศมี๔เชือก เรียกว่า"ช้างแห่งจักรวาล" ช้างเหล่านี้เป็นช้างคำจักรวาลหรือค้ำโลก ส่วนในศาสนาพุทธไม่เคยมีการกล่าวถึงคติเรื่องช้างค้ำหรือช้างที่ยืนแบกโลก แบกจักรวาลเหมือนดังที่มีปรากฏในศาสนาพราหมณ์แต่ในพุทธศาสนาได้ ยกย่องว่าช้างเป็นตัวแทนของความยิ่งใหญ่ ความมีอำนาจมีปัญญาเฉลียวฉลาดทั้งยังกล่าวว่างช้างเป็นตัวแทนของความ มั่นคงความสง่างามดังนั้นศิลปะโบราณวัตถุที่มีช้างรองรับอยู่ย่อมหมายความ ว่าช้างนั้นมาค้ำจุนหรือรองรับพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองสืบไป พราะเชื่อกันว่าช้างเป็นสัตว์ที่สูงส่งและเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นี่เองทำให้คนไทย มีประเพณีปฏิบัติที่นอบน้อมและอ่อนโยนต่อช้างราวกับว่ามันเป็นมนุษย์ที่อยู่ ในตระกูลสูงส่ง เลยทีเดียว โดยเฉพาะที่บ้านตากลาง ตำบลกระโพ จังหวัดสุรินทร์ เป็นชุมชนชองชาวกวย ซึ่งยึดอาชีพเลี้ยงช้างมาแต่โบราณกาล พวกเขาเรียกตัวเองว่า "กวยคัลอาเจียง" แปลว่าคนเลี้ยงช้าง เล่าลือกันว่ากวยมีความสามารถในการจับช้างป่าด้วยวิธี "โพนช้าง" โดยจะถ่ายทอดประสบการณ์และความชำนาญในหมู่ชาวกวยด้วยกันเท่านั้น บางคนเชื่อว่ากวยมีเวทมนต์คาถาที่ใช้กำกับและจับ
http://student.nu.ac.th/seng/meaw/page16.html
คติความเชื่อเกี่ยวกับราชสีห์
            คติความเชื่อเกี่ยวกับราชสีห์ของศาสนาพราหมณ์ ในตำราโหราศาสตร์กล่าวว่า พระอาทิตย์มีราชสีห์เป็นพาหนะ และพระอาทิตย์เองก็ถูกสร้างขึ้นมาจากการที่พระอิศวรได้นำราชสีห์จำนวน ๖ ตัว มาป่นให้ละเอียด แล้วห่อด้วยผ้าแดง พรมด้วยน้ำอมฤต ทำให้บังเกิดเป็นพระอาทิตย์ขึ้น ดังนั้น ราชสีห์ จึงหมายถึงพระอาทิตย์ ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์๑
            ในพุทธศาสนามีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าเคยเกิดเป็นราชสีห์ เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์มา ๑๐ ครั้ง ใน ๑๐ ชาดก๒ ได้แก่   ๑. วิโรจนชาดก ๒. สิงคาลชาดก ๓. สุกรชาดก ๔. คุณชาดก ๕. ทัทรชาดก ๖. สีหโกตถุชาดก ๗. มโนชชาดก ๘. มหาอุกุสชาดก ๙. ทุททูภายชาดก ๑๐. ชัมพุกชาดก อีกทั้งยังมีการเปรียบลักษณะของราชสีห์ ในลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ ได้แก่ พระวรกายทุกส่วนบริบูรณ์ ดุจลำตัวท่อนหน้าของราชสีห์ และมีพระหนุดุจคางราชสีห์ เป็นต้น และพระพุทธเจ้ายังได้รับการยกย่องว่าเปรียบเสมือนบุรุษสีหะเพราะทรงถือเยี่ยงราชสีห์๓          จึงถือว่าพระพุทธศาสนามีคติความเชื่อเรื่องราชสีห์เช่นกัน
            อย่างไรก็ดี ยังมีความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์โบราณในแต่ละอาณาจักร เมื่อประทับอยู่ที่ใด ก็จะมีสิงโตหมอบอยู่ข้างพระราชบัลลังก์เสมอ เพื่อแสดงถึงพระราชอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่สามารถสยบได้แม้กระทั่งสัตว์ที่ดุร้ายและมีพลังอำนาจเหนือสัตว์ทั้งหลาย จนถือกันว่าเป็นสัตว์ที่คู่ควรแก่ความเป็นพระราชา และได้สืบทอดคติความเชื่อนี้ต่อมา เช่น การนำรูปสิงโตหรือราชสีห์มาสลักนั่งหมอบหรือนั่งชันเข่ามองเห็นเต็มตัวอยู่ข้างๆ ราชบัลลังก์ จึงเรียกที่ประทับนี้ว่า ราชสีหาสน์ หรือการสั่งซื้อหนังสิงโตจากต่างประเทศมาปูลาดอยู่เบื้องหน้าราชบัลลังก์ก็มีต่อมาจึงได้มีวิวัฒนาการจากราชสีหาสน์ที่มีสิงโตเต็มตัว เหลือเพียงราชบัลลังก์ที่มีขาเป็นเพียงรูปเท้าสิงห์๔
            นอกจากนี้ คติความเชื่อเกี่ยวกับราชสีห์ยังถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อถึงความมีพลังอำนาจ ความกตัญญู และการปกป้องภยันตรายต่างๆ การใช้รูปสิงห์หรือราชสีห์เป็นเครื่องประดับสถานที่ต่างๆ จึงเป็นที่นิยมทำกันอย่างแพร่หลาย รวมถึงปรากฏอยู่ในงานศิลปกรรมโบราณ     เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพสลักหิน หรือภาพสลักเพื่อประดับอาคารศาสนสถาน และรูปเคารพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงพระนิพนธ์ไว้ในเรื่องเที่ยวเมืองพม่าตอนหนึ่งว่า พระเจดีย์ที่สำคัญในเมืองพม่ามักมีรูปสิงห์ตัวใหญ่อยู่สองข้างปากทางเข้าบริเวณทุกแห่ง การที่นำรูปสิงห์ตั้งประจำปากทางดูประหลาด ที่ชอบทำกันทั้งจีน เขมร และชวา ไม่ใช่แต่พม่าเท่านั้น สิงห์ก็คือราชสีห์นั่นเอง ในเมืองไทยเราแต่โบราณก็ชอบทำรูปสิงห์ตั้งปากทาง แต่มักทำรูปสิงห์แบบเขมร หรือมิฉะนั้นก็เอาสิงโตจีนมาตั้ง เห็นทำรูปหล่อเป็นสิงห์ไทยแห่งเดียว ที่วัดพระเชตุพนฯ เป็นของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์ขึ้น น่าจะเป็นเพราะทรงพระราชปรารภว่า รูปสิงห์แบบไทยยังไม่มีใครทำมาก่อน จึงทรงสร้างขึ้นก็เป็นได้ มูลเหตุที่ทำรูปราชสีห์ตั้งปากทาง น่าจะได้คติมาแต่ครูเดียวกันทั้งนั้น แต่เดิมเห็นจะทำให้เป็นรูปศักดิ์สิทธิ์สำหรับรักษาสถาน มิให้คนอันธพาลเข้าไปประพฤติร้ายในบริเวณที่นั้นเป็นเค้ามูล
           ธรรมะของพระพุทธเจ้าย่อมกังวานไปทั่วทุกสารทิศ  เหมือนเสียงร้องของพญาราชสีห์  แผดเสียงไปทั่วทุกสารทิศนั้น  พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นองค์ศาสดาของพระพุทธศาสนาเราเปรียบเทียบการประกาศธรรมของพระพุทธเจ้าว่า  เป็นเช่น  การเปล่งสีหนาท  พระธรรมที่บันลือออกไปแล้วสามารถปราบหมู่มารให้พินาศพ่ายแพ้ไป  พระพุทธองค์ทรงเป็นพระธรรมราชาเป็นเจ้าแห่งธรรมมีอำนาจมากในทางเมตตากรุณาและเป็นผู้เอาปัญญาชนะหมู่มารได้ด้วยความดีของพระองค์  ในพระบาลีท่านแสดงเปรียบเทียบไว้ว่า 
          ภิกษุทั้งหลายพญาสัตว์ชื่อว่าสีหะ  ออกจากถ้ำในเวลาเย็น  เหยียดเท้าแล้วเหลียวดูทิศทั้ง    โดยรอบคอบแล้วบันลือสีหนาท  ครั้นแล้วเที่ยวไปเพื่อแสวงหาอาหาร 
http://emuseum.treasury.go.th/article/538-rajasiha.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น